Software as a Service หรือ SaaS คือรูปแบบให้บริการซอฟต์แวร์ที่ผู้ให้บริการโฮสต์แอปพลิเคชันไว้และผู้ใช้เข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ต มักคิดค่าบริการแบบสมัครสมาชิกหรือตามการใช้งาน ตัวอย่างพื้นฐานคือบริการอีเมลผ่านเว็บ (อ้างอิง: AWS — What is SaaS?)
SaaS ทำงานอย่างไร
ผู้ให้บริการดูแลแอปและโครงสร้างพื้นฐานหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกค้าไม่มีหน้าที่ด้านความปลอดภัย เอกสารของ Microsoft ระบุว่าลูกค้ายังรับผิดชอบข้อมูล การตั้งค่าที่ควบคุมได้ บัญชีผู้ใช้ และการจัดการสิทธิ์เข้าถึง (อ้างอิง: Microsoft Learn — Shared responsibility in the cloud)
ข้อดีสำหรับธุรกิจ
AWS อธิบายว่ารูปแบบ SaaS ช่วยลดการลงทุนเริ่มต้นด้านเซิร์ฟเวอร์และการติดตั้งภายในองค์กร และปรับระดับการใช้งานตามความต้องการได้ (อ้างอิง: AWS — ประโยชน์ของ SaaS) อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนแนะนำให้ตรวจราคาและข้อจำกัดรายบริการ ไม่ถือว่าทุกรายมีช่วงทดลองหรือระบบสำรองข้อมูลเหมือนกัน
ข้อควรระวังก่อนเลือกใช้
ผู้เขียนเสนอให้ตรวจต้นทุนเมื่อเพิ่มผู้ใช้ วิธีส่งออกข้อมูล ระยะเวลาจัดเก็บสำรอง และแผนรับมือเมื่อบริการหยุดทำงาน ขอคำอธิบายจากผู้ให้บริการในประเด็นที่เกี่ยวกับข้อมูลสำคัญก่อนตัดสินใจ
เหมาะกับงานแบบไหน
Microsoft ยก Microsoft 365 และ Dynamics 365 เป็นตัวอย่างแอปพร้อมใช้ในรูปแบบ SaaS (อ้างอิง: Microsoft Learn — รูปแบบบริการคลาวด์) สำหรับการเลือกใช้ ผู้เขียนแนะนำให้เริ่มจากงานที่ต้องแก้จริงและทดสอบความเข้ากันได้กับกระบวนการเดิม ไม่เลือกเพียงเพราะเป็นบริการบนคลาวด์
วิธีเลือกบริการ SaaS ให้คุ้ม
แนวทางเปรียบเทียบของผู้เขียนคือกำหนดจำนวนผู้ใช้ งบประมาณ ประเภทข้อมูล และคุณสมบัติที่จำเป็น แล้วทดลองขั้นตอนงานสำคัญ รวมถึงการเพิ่มหรือลบสิทธิ์และการนำข้อมูลออก หากมีการทดลองใช้ ควรตรวจวันต่ออายุและเงื่อนไขยกเลิกด้วย
ก่อนเลือก SaaS ผู้เขียนเสนอให้สรุปทั้งประโยชน์ ค่าใช้จ่าย และภาระที่ทีมยังต้องดูแลเป็นลายลักษณ์อักษร ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าต้องประเมินจากการใช้งานจริงขององค์กร ไม่อาจรับรองจากชื่อรูปแบบบริการเพียงอย่างเดียว