cpi สูตร: ต้นทุนต่อการติดตั้งแอป
CPI ในบทความนี้หมายถึง Cost Per Install ในการตลาดแอป ใช้ดูค่าโฆษณาต่อการติดตั้งที่ได้จากแคมเปญ แหล่งอ้างอิง: AppsFlyer: Cost per install
สูตรคำนวณ
CPI = ค่าใช้จ่ายแคมเปญ ÷ จำนวนการติดตั้งที่นับให้แคมเปญ โดยต้องกำหนดช่วงเวลาและขอบเขตข้อมูลให้ตรงกัน แหล่งอ้างอิง: AppsFlyer: Cost per install
ตัวอย่างคำนวณของผู้เขียน
สมมติใช้ค่าโฆษณา 1,000 บาท และนับการติดตั้งได้ 100 ครั้ง CPI = 1,000 ÷ 100 = 10 บาทต่อการติดตั้ง ตัวอย่างนี้แต่งขึ้นเพื่ออธิบายสูตร ไม่ใช่ผลแคมเปญจริงหรือราคาเฉลี่ยตลาด
แยกการติดตั้งแบบชำระเงินและแบบทั่วไป
Adjust แยกการติดตั้งแบบ organic ออกจากการติดตั้งที่ระบุแหล่งโฆษณาได้ จึงควรอ่านนิยามตัวชี้วัดก่อนนำยอดรวมมาเป็นตัวหาร แหล่งอ้างอิง: Adjust: Organic install
ดูนิยามในเครื่องมือ
AppsFlyer อธิบาย eCPI แยกจาก CPI โดยกล่าวถึงผลของการติดตั้ง organic ด้วย ตัวเลขชื่อคล้ายกันจึงอาจมีขอบเขตต่างกัน แหล่งอ้างอิง: AppsFlyer: Metrics glossary
ใช้เปรียบเทียบอย่างไร
ข้อเสนอแนะของผู้เขียนคือเปรียบเทียบแคมเปญที่ใช้ช่วงเวลา สกุลเงิน และนิยามการติดตั้งเดียวกัน แล้วดูข้อมูลการกลับมาใช้แอปและรายได้ประกอบ ค่า CPI ต่ำเพียงอย่างเดียวยังไม่แสดงกำไร เพราะสูตรไม่ได้ใส่รายได้หรือต้นทุนอื่น
แนวทางทดลองปรับแคมเปญ
ผู้เขียนเสนอให้ทดสอบชิ้นงานโฆษณาหรือกลุ่มเป้าหมายทีละประเด็น บันทึกเงื่อนไขการทดลองก่อนเริ่ม และไม่รับรองว่าการทดสอบทุกครั้งจะทำให้ CPI ลดลง
ไม่มีกรณีศึกษาที่ระบุแหล่ง
บทความเดิมกล่าวถึงกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จโดยไม่ระบุองค์กร ข้อมูล หรือรายงาน จึงถอนข้อกล่าวนั้น และใช้ตัวอย่างสมมติข้างต้นแทน
คำถามที่พบบ่อย
CPI สูงแปลว่าแคมเปญล้มเหลวหรือไม่?
ยังสรุปไม่ได้จากสูตรนี้เพียงค่าเดียว ผู้เขียนแนะนำให้ดูคุณค่าของผู้ใช้และเป้าหมายงานร่วมกัน
ไม่มีการติดตั้งเลยคำนวณอย่างไร?
เมื่อจำนวนการติดตั้งเป็นศูนย์ จะหารด้วยศูนย์ไม่ได้ ควรรายงานว่าไม่มีการติดตั้งและยังคำนวณ CPI ไม่ได้ แทนการใส่ศูนย์บาท
จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใดโดยเฉพาะหรือไม่?
ผู้เขียนแนะนำให้เลือกจากข้อมูลค่าใช้จ่ายและการระบุแหล่งติดตั้งที่ทีมมีจริง ไม่ใช้รายชื่อโปรแกรมทั่วไปแทนการตรวจความสามารถของเครื่องมือ
สรุป
สูตร CPI ช่วยอธิบายต้นทุนต่อการติดตั้งภายใต้ขอบเขตที่กำหนด ผู้เขียนแนะนำให้ระบุนิยามข้อมูลทุกครั้งและแยกตัวเลขต้นทุนออกจากผลกำไร