ปก การซื้อขายแบบ E – Commerce

E-Commerce ขั้นตอนแรกของการซื้อขายมีอะไรบ้างโคตรเจ๋ง 13 E-Commerce?

การสร้างและจัดการสินค้าในระบบ E-commerce

การสร้างและจัดการสินค้าในระบบ E-commerce มีขั้นตอนหลายขั้นตอนดังนี้

การซื้อขายแบบ E – Commerce 03

  1. วางแผนการจัดเก็บสินค้า การวางแผนการจัดเก็บสินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถจัดเก็บสินค้าได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การจัดหาสินค้าและจัดส่งสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

  2. ออกแบบและอัพโหลดรูปภาพสินค้า รูปภาพสินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพของสินค้าได้อย่างชัดเจน ดังนั้นการออกแบบและอัพโหลดรูปภาพสินค้าต้องทำให้มีความชัดเจนและสวยงาม เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า

  3. จัดทำคำอธิบายสินค้า การจัดทำคำอธิบายสินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจว่าสินค้าของเรามีคุณสมบัติอะไรบ้าง มีคุณประโยชน์อย่างไร เป็นต้น การจัดทำคำอธิบายสินค้าที่สอดคล้องกับความเป็นจริงจึงจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้อย่างมาก

  4. กำหนดราคาสินค้า การกำหนดราคาสินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถขายสินค้าได้อย่างมีกำไร และยังต้องไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าราคาสินค้าเราเกินกว่าความคุ้มค่าของสินค้านั้นกำหนดการจัดส่งสินค้า การกำหนดการจัดส่งสินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ต้องการไว้ในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนไม่เกิดความเสียหายกับสินค้าในขณะที่กำลังขนส่ง

  5. จัดการสต็อกสินค้า การจัดการสต็อกสินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถจัดการกับปัญหาความสูญเสียสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้เราสามารถทราบถึงจำนวนสินค้าที่มีอยู่ และทำให้เราสามารถเตรียมการส่งสินค้าได้อย่างถูกต้อง

  6. ดูแลลูกค้า การดูแลลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถสร้างความไว้วางใจและสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างดี โดยการให้บริการที่ดี การตอบคำถามของลูกค้าอย่างรวดเร็วและตรงประเด็น การจัดส่งสินค้าที่ถูกต้องและไว้วางใจ และการมีการรับประกันคุณภาพสินค้าเป็นต้น

  7. ตรวจสอบและปรับปรุง การตรวจสอบและปรับปรุงระบบ E-commerce เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถติดตามและปรับปรุงการทำงานของระบบได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว และช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  2. จัดการการตลาด การจัดการการตลาดเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถเติบโตและเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้วิธีการตลาดที่เหมาะสม เช่น การโฆษณาสินค้าบนสื่อสังคมออนไลน์ การทำโปรโมชั่น หรือการเชื่อมโยงกับพันธมิตรทางธุรกิจ

  3. ให้บริการลูกค้าด้วยระบบ Live Chat การให้บริการลูกค้าด้วยระบบ Live Chat เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถตอบคำถามและช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และเป็นกลไกในการสร้างความไว้วางใจในลูกค้า

  4. พัฒนาระบบการชำระเงินออนไลน์ การพัฒนาระบบการชำระเงินออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถชำระเงินได้อย่างง่ายและปลอดภัย และช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินจากการชำระเงินผิดพลาดหรือการฉ้อโกง

  5. ตรวจสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพ การตรวจสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพรวมของระบบ E-commerce เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถจัดการและควบคุมระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการตรวจสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ ให้มีการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และป้องกันการเกิดข้อผิดพลาดจากระบบ เพื่อรักษาความพึงพอใจและความไว้วางใจของลูกค้าต่อระบบ E-commerce ของเรา

สรุปได้ว่า การสร้างและจัดการสินค้าในระบบ E-commerce เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน แต่ถ้าทำได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้เราสามารถขายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตได้ด้วยความเร็ว

ขั้นตอนแรกของการซื้อขายแบบ e commerce

ขั้นตอนแรกของการซื้อขายแบบ E-commerce ประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้

8 ขั้นตอนแรกของการซื้อขายแบบ e – commerce

  1. เลือกสินค้า ลูกค้าจะต้องเลือกสินค้าที่ต้องการจากเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน E-commerce ของร้านค้า

  2. เพิ่มสินค้าลงในตะกร้า ลูกค้าจะต้องเพิ่มสินค้าที่ต้องการซื้อลงในตะกร้าสินค้า โดยระบบจะแสดงรายละเอียดของสินค้ารวมถึงราคา

  3. ตรวจสอบรายละเอียดสินค้า ลูกค้าจะต้องตรวจสอบรายละเอียดของสินค้าที่เลือกซื้ออย่างละเอียด รวมถึงราคา จำนวน ส่วนลด และอื่นๆ

  4. ทำการชำระเงิน หลังจากที่ลูกค้าได้ตรวจสอบรายละเอียดของสินค้าและยืนยันการสั่งซื้อสินค้าแล้ว ลูกค้าจะต้องทำการชำระเงินตามวิธีการชำระเงินที่ร้านค้ากำหนด เช่น โอนเงินผ่านธนาคาร ชำระเงินผ่านบัตรเครดิต หรือชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) เป็นต้น

  5. ยืนยันการสั่งซื้อ หลังจากที่ลูกค้าทำการชำระเงินเสร็จสิ้นแล้ว ร้านค้าจะต้องยืนยันการสั่งซื้อของลูกค้า โดยระบบจะส่งอีเมลหรือข้อความแจ้งเตือนไปยังลูกค้าเพื่อแจ้งรายละเอียดการสั่งซื้อที่ถูกต้อง

  6. จัดส่งสินค้า หลังจากที่ร้านค้ายืนยันการสั่งซื้อของลูกค้าแล้ว ร้านค้าจะทำการจัดส่งสินค้าตามที่ลูกค้าได้ระบุไว้ โดยร้านค้าจะให้ลูกค้าทราบเกี่ยวกับสถานะการจัดส่งสินค้า และวันที่คาดว่าจะได้รับสินค้า

  1. รับสินค้า เมื่อสินค้าถึงที่ลูกค้า ลูกค้าจะต้องรับสินค้าและตรวจสอบว่าสินค้ามีความเป็นไปตามที่สั่งซื้อไว้หรือไม่ หากพบว่าสินค้ามีปัญหาหรือไม่ตรงตามที่สั่งซื้อไว้ ลูกค้าจะต้องติดต่อร้านค้าเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

  2. ให้คะแนนและแสดงความคิดเห็น ลูกค้าสามารถให้คะแนนและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้าและการบริการของร้านค้าได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญที่ร้านค้าสามารถใช้ปรับปรุงคุณภาพสินค้าและการบริการของตนเองได้

สรุปได้ว่า ขั้นตอนแรกของการซื้อขายแบบ E-commerce เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการทำธุรกิจออนไลน์ และต้องดำเนินการอย่างถูกต้องเพื่อให้การขายสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในการชำระเงิน

e-commerce มีอะไรบ้าง

E-commerce หมายถึง การทำธุรกิจออนไลน์ที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้จากที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังร้านค้าแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังสามารถชำระเงินและรับสินค้าได้อย่างสะดวกและรวดเร็วด้วยการใช้เทคโนโลยีการชำระเงินและการจัดส่งสินค้าออนไลน์

โดย E-commerce นั้นมีประเภทหลักๆ ดังนี้

7 ประเภท E-commerce

  1. ร้านค้าออนไลน์ (Online Store) หรือ E-Store เป็นการขายสินค้าโดยตรงผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่เปิดขึ้นมาโดยตรงเพื่อขายสินค้าแก่ลูกค้า

  2. ตลาดออนไลน์ (Online Marketplace) เป็นแพลตฟอร์มการค้าขายออนไลน์ที่ให้โอกาสให้ผู้ขายสามารถลงขายสินค้าและบริการต่างๆ บนเว็บไซต์เดียว โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าจากผู้ขายหลายคนได้

  3. บริการการเช่า (Rental Services) การให้บริการเช่าสินค้าหรือบริการผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน เช่น การเช่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเช่ารถ หรือการเช่าเครื่องประดับ

  4. การขายบริการออนไลน์ (Online Services) เป็นการขายบริการออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น การให้บริการโฮสติ้งเว็บไซต์ การสามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ หรือการอบรมทักษะเทคโนโลยีต่างๆ

  1. โฆษณาออนไลน์ (Online Advertising) เป็นการโฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น โฆษณาบนเว็บไซต์ โฆษณาบนโซเชียลมีเดีย หรือการโฆษณาผ่านอีเมล์

  2. การซื้อขายทางการเงิน (E-Finance) เป็นการให้บริการทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น การโอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ต การทำธุรกรรมเงินฝาก-ถอนผ่านเว็บไซต์ของธนาคาร หรือการซื้อขายหุ้นออนไลน์

  3. การศึกษาออนไลน์ (E-Learning) เป็นการให้บริการการศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น การเรียนออนไลน์ การอบรมออนไลน์ หรือการจัดอบรมผ่านเว็บไซต์

สรุปได้ว่า E-commerce มีหลากหลายประเภท แต่ทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเพื่อช่วยให้การซื้อขายและการทำธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกสบายสำหรับลูกค้าและผู้ประกอบการต่างๆ

e-commerce คือ

E-commerce ย่อมาจาก Electronic Commerce หมายถึงการซื้อขายและการทำธุรกิจผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในการทำธุรกิจ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณา การจัดการเงิน การจัดส่งสินค้า และการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังที่ตั้งของร้านค้า เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้ง่ายและสะดวกขึ้น

การทำ E-commerce สามารถทำได้ผ่านหลายช่องทาง เช่น การสร้างเว็บไซต์ E-commerce ของร้านค้าเอง การเข้าร่วมตลาดออนไลน์ (Online Marketplace) การใช้แพลตฟอร์มการขายสินค้าออนไลน์ (E-Store Platform) และการใช้แอปพลิเคชัน E-commerce ในการซื้อขายและการทำธุรกิจ

E-commerce เป็นอีกหนึ่งวิธีในการพัฒนาธุรกิจและเติบโตในยุคดิจิทัล และเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจและความสะดวกสบายในการซื้อขายของผู้ใช้งาน

e-commerce มี 4 ประเภท คือ

E-commerce มี 4 ประเภทหลัก ดังนี้

4 ประเภท E-commerce

  1. การซื้อขายแบบ B2B (Business-to-Business) เป็นการซื้อขายสินค้าหรือบริการระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ โดยผู้ซื้อเป็นองค์กรหรือบริษัทที่ใช้สินค้าหรือบริการด้านต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตสินค้าหรือในการให้บริการต่อลูกค้าของตน

  2. การซื้อขายแบบ B2C (Business-to-Consumer) เป็นการซื้อขายสินค้าหรือบริการระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค โดยผู้ซื้อเป็นบุคคลทั่วไปที่ใช้สินค้าหรือบริการเพื่อความต้องการส่วนบุคคล

  3. การซื้อขายแบบ C2B (Consumer-to-Business) เป็นการซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยผู้ซื้อเป็นบุคคลทั่วไปที่ขายสินค้าหรือบริการกับธุรกิจ โดยผู้ขายเป็นองค์กรหรือบริษัท

  4. การซื้อขายแบบ C2C (Consumer-to-Consumer) เป็นการซื้อขายสินค้าหรือบริการระหว่างบุคคลทั่วไป โดยผู้ซื้อและผู้ขายเป็นบุคคลทั่วไปที่มีสินค้าหรือบริการที่ต้องการจะซื้อหรือขายกัน

โดยแต่ละประเภทนั้นจะมีลักษณะและวิธีการดำเนินการที่แตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดนี้เป็นการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในการทำธุรกิจและการซื้อขายโดยเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ธุรกิจ e-commerce ในปัจจุบัน

ธุรกิจ e-commerce ในปัจจุบันมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงก่อนและระหว่างการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ทำให้การซื้อขายและการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากผู้คนต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังร้านค้าต่างๆ และต้องการความสะดวกสบายในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต

การซื้อขายแบบ E – Commerce 01

e-commerce ตัวอย่าง

ตัวอย่างของธุรกิจ e-commerce อาจมีดังนี้

  1. Amazon เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก โดยเฉพาะในการขายหนังสือและสินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

  2. Lazada เป็นตลาดออนไลน์ของกลุ่ม Alibaba ที่มีการขายสินค้ามากมายในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย

  3. Shopee เป็นตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในการขายสินค้าออนไลน์ราคาถูก

  4. Alibaba เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายที่ใหญ่ที่สุดในจีน โดยมีการขายสินค้าและบริการต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าแฟชั่น และของใช้ในชีวิตประจำวัน

  5. Airbnb เป็นแพลตฟอร์มการจองที่พักออนไลน์ ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถค้นหาที่พักในหลายที่ทั่วโลกได้อย่างสะดวก

  6. Spotify เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลงออนไลน์ ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถฟังเพลงได้ทุกที่ ทุกเวลา และมีความสะดวกสบายในการเลือกฟังเพลงต่างๆ

  7. Nike เป็นแบรนด์รองเท้าและอุปกรณ์กีฬาชั้นนำที่มีร้านค้าออนไลน์ที่ให้บริการการซื้อขายสินค้าโดยตรงกับลูกค้า

  1. Netflix เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งวิดีโอออนไลน์ ที่มีการให้บริการซีรีส์และหนังให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก

  2. Zalora เป็นตลาดออนไลน์ที่ขายสินค้าแฟชั่น และสินค้าด้านความงามของแบรนด์ต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย

  3. Uber เป็นแพลตฟอร์มการบริการรถตู้และรถเช่า ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้บริการโดยง่ายและสะดวก

  4. Grab เป็นแพลตฟอร์มการบริการรถตู้และบริการจัดส่งอาหาร ที่มีการให้บริการในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย

  5. Foodpanda เป็นแพลตฟอร์มการจัดส่งอาหารออนไลน์ ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งอาหารและรับส่งอาหารได้อย่างสะดวก

  6. JD.com เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน โดยมีการขายสินค้าออนไลน์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แฟชั่น และอาหาร

  7. Etsy เป็นตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ผลิตของฝีมือและงานศิลป์ขายสินค้าของตนเองได้อย่างง่ายดาย

  8. Taobao เป็นตลาดออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน โดยเน้นการขายสินค้าของผู้ผลิตและร้านค้าเล็กๆ ซึ่งมีชื่อเสียงในประเทศจีน

ธุรกิจ e-commerce ในไทย

ธุรกิจ e-commerce ในไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา โดยมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้คนในยุคดิจิทัล

ธุรกิจ e-commerce ในไทยสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่

  1. ร้านค้าออนไลน์ของผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าตรงต่อผู้บริโภค มักมีการจัดส่งสินค้าไปยังที่อยู่ของลูกค้า และให้บริการหลังการขายเช่น การรับประกันสินค้าและการบริการหลังการขายอื่นๆ

  2. ตลาดออนไลน์ ที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้ขายที่ต้องการเปิดร้านค้าออนไลน์ ในแต่ละแพลตฟอร์มจะมีการบริการต่างๆ เช่น การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการขาย การจัดการสินค้าและการส่งสินค้า และการสร้างโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า

  3. ร้านค้าออนไลน์ของสมาชิก เป็นธุรกิจที่จะต้องเป็นสมาชิกกับแพลตฟอร์มเพื่อสร้างร้านค้าออนไลน์ของตนเอง ร้านค้าที่เปิดขึ้นมักเป็นการขายสินค้าเฉพาะราย เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมาเอง

  4. บริการการจัดส่งสินค้า บริษัทที่ให้บริการการจัดส่งสินค้าที่ขายออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถรับสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย บริการเหล่านี้มักจะมีการรับประกันคุณภาพของสินค้าและการจัดส่งที่ถูกต้อง

  1. ร้านค้าออนไลน์ของต่างประเทศ ที่เข้ามาขายสินค้าในตลาดไทยผ่านการทำธุรกิจออนไลน์ โดยมีการจัดส่งสินค้าเข้ามาในปริมาณมาก และมีการตรวจสอบคุณภาพของสินค้าก่อนจะเปิดขายในตลาดไทย

ธุรกิจ e-commerce ในไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้คนในยุคดิจิทัล และยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีและความสามารถที่สูงขึ้น ทำให้ธุรกิจ e-commerce ในไทยมีการเติบโตอย่างมากมาย และยังมีโอกาสในการเติบโตต่อไปอีกด้วย

การซื้อขายแบบ E – Commerce 02

ขั้นตอนแรกของการซื้อขายแบบ e-commerce

ขั้นตอนแรกของการซื้อขายแบบ e-commerce ปกติจะประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้

  1. การเข้าสู่เว็บไซต์ ผู้ซื้อจะเข้าสู่เว็บไซต์ของร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการซื้อสินค้า

  2. การค้นหาสินค้า ผู้ซื้อจะค้นหาสินค้าที่ต้องการซื้อโดยใช้เครื่องมือการค้นหาของเว็บไซต์ หรือเลือกสินค้าจากหน้าหมวดหมู่

  3. การเลือกสินค้า ผู้ซื้อจะเลือกสินค้าที่ต้องการซื้อและกดปุ่ม “เพิ่มลงตะกร้า” หรือ “ซื้อสินค้า”

  4. การตรวจสอบรายละเอียดสินค้า ผู้ซื้อจะตรวจสอบรายละเอียดสินค้า รวมถึงราคา สี ขนาด และประเภทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

  5. การสั่งซื้อ ผู้ซื้อจะสั่งซื้อสินค้าโดยกรอกข้อมูลการจัดส่ง และวิธีการชำระเงิน

  6. การชำระเงิน ผู้ซื้อจะชำระเงินผ่านช่องทางการชำระเงินที่ร้านค้ากำหนด เช่น บัตรเครดิต โอนเงินผ่านธนาคาร หรือการชำระเงินเงินสดปลายทาง

  7. การยืนยันการสั่งซื้อ ผู้ซื้อจะต้องยืนยันการสั่งซื้อก่อนที่ร้านค้าจะเริ่มต้นดำเนินการจัดส่งสินค้า

  8. การจัดส่งสินค้า ผู้ซื้อจะรอรับสินค้าที่สั่งซื้อไว้ที่บ้านหรือที่ที่กำหนด

  1. การรับประกันสินค้า หลังจากได้รับสินค้าแล้ว ผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบสินค้าว่ามีความเสียหายหรือไม่ ถ้ามีปัญหากับสินค้า ผู้ซื้อสามารถใช้บริการการรับประกันสินค้าที่ร้านค้ามีอยู่

  2. การติดต่อกับร้านค้า ถ้าผู้ซื้อมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการสั่งซื้อหรือสินค้า ผู้ซื้อสามารถติดต่อร้านค้าผ่านช่องทางต่างๆ เช่น อีเมล, โทรศัพท์, หรือแชทออนไลน์

  3. การให้คะแนนและรีวิวสินค้า หลังจากได้รับสินค้าแล้ว ผู้ซื้อสามารถให้คะแนนและเขียนรีวิวสินค้าที่ซื้อได้ เพื่อช่วยผู้อื่นในการตัดสินใจในการซื้อสินค้าในครั้งต่อไป

ขั้นตอนแรกของการซื้อขายแบบ e-commerce จะแตกต่างกันไปตามร้านค้าและแพลตฟอร์มที่ใช้ แต่โดยทั่วไปแล้ว จะมีขั้นตอนเหล่านี้เป็นฐานะเบียนที่ผู้ซื้อต้องทำในการซื้อสินค้าในแบบ e-commerce

อ่านบทความทั้งหมด >>> pangpond.com